ถ้าบทที่ 1 คือการ “เปิดหน้าบ้าน” เชิญแขกเข้ามา บทที่ 2 ก็คือการ “พาแขกไปดูห้องสมุดส่วนตัว” ของคุณครับ
สำหรับนักวิจัยมือใหม่ (หรือมือเก่าที่ห่างหายไปนาน) การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง” (Literature Review) มักจะเป็นยาขมหม้อใหญ่ที่สุด เป็นบทที่หนาที่สุด ใช้เวลาเยอะที่สุด และที่สำคัญคือ “หลงทางง่ายที่สุด”
หลายคนเริ่มต้นด้วยไฟแรงสูง ไปขนหนังสือมาจากห้องสมุดเป็นตั้ง ๆ โหลดไฟล์ PDF มาดองไว้เต็มเครื่อง แต่อ่านไปอ่านมากลับรู้สึกว่า “เอ๊ะ นี่ฉันกำลังหาอะไรอยู่?” หรือพอลงมือเขียน ก็กลายเป็นการ “ตัดแปะ” ทฤษฎีของคนอื่นมาวางต่อกันจนจับใจความไม่ได้
บทความนี้จะมาช่วยคุณแก้ปัญหานั้นครับ เราจะมาเปลี่ยน การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 ที่แสนน่าเบื่อ ให้เป็นกระบวนการที่สนุกขึ้น (นิดนึง) มีเป้าหมายชัดเจน และที่สำคัญคือ “ไม่หลุดประเด็น” ด้วยภาษาที่อ่านง่าย เหมือนเพื่อนมานั่งติวให้ฟังครับ
ปรับ Mindset: การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 คืออะไร? ทำไปทำไม?
ก่อนจะกระโดดลงไปในกองหนังสือ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเราทำบทนี้ไปเพื่ออะไร ถ้าคุณเข้าใจเป้าหมาย คุณจะไม่หลงทาง
การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 ไม่ใช่การ “โชว์ว่าฉันอ่านหนังสือเยอะ” นะครับ แต่มันคือการ:
- สร้างฐานความรู้: เพื่อบอกคนอ่าน (และอาจารย์) ว่าคุณเข้าใจเรื่องที่จะศึกษาดีพอ คุณรู้ทฤษฎีพื้นฐาน รู้ว่าใครเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง
- หาช่องว่าง (Research Gap): เพื่อชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีคนศึกษาเรื่องนี้มาเยอะแล้ว แต่ยังมี “รูโหว่” ตรงไหนบ้างที่ยังไม่มีใครทำ และงานวิจัยของคุณกำลังจะเข้าไปอุดรูโหว่นั้น
- สร้างกรอบแนวคิด: เพื่อนำทฤษฎีต่าง ๆ มาขมวดปมเป็น “กรอบแนวคิดการวิจัย” (Conceptual Framework) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างเครื่องมือและการวิเคราะห์ผลในบทต่อ ๆ ไป
สรุปสั้น ๆ คือ การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 คือการบอกว่า “งานของฉันไม่ได้มโนขึ้นมาเองนะ แต่มีหลักการและเหตุผลรองรับแน่นปึ้ก!”
Step 1: วางแผนก่อนอ่าน (The Pre-Game Strategy)
ถ้าคุณเริ่มด้วยการอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า คุณจะจมทะเลข้อมูลตายแน่นอนครับ กฎเหล็กของการทบทวนวรรณกรรมเพื่อ การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 คือ “ต้องมีโฟกัส”
1. ยึด “วัตถุประสงค์การวิจัย” เป็นเข็มทิศ
กลับไปดูบทที่ 1 ของคุณครับ วัตถุประสงค์ของคุณคืออะไร? ตัวแปรต้นคืออะไร? ตัวแปรตามคืออะไร? จดคีย์เวิร์ดเหล่านั้นออกมา นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องไปหาอ่าน อะไรที่ไม่อยู่ในลิสต์นี้คือ “ส่วนเกิน” (ตัดทิ้งไปก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน)
2. ตามหา “ตัวพ่อตัวแม่” ของวงการ
ในทุกหัวข้อวิจัย จะมีนักทฤษฎีที่เป็น “ต้นตำรับ” (Key Theorists) อยู่เสมอ งานของคุณคือต้องหาเขาให้เจอ เช่น ถ้าทำเรื่องแรงจูงใจ ยังไงก็ต้องเจอ Maslow หรือ Herzberg การอ้างอิงถึงบุคคลสำคัญเหล่านี้จะทำให้ การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 ของคุณดูน่าเชื่อถือขึ้นทันที
3. ใช้เครื่องมือทุ่นแรง
ยุคนี้ไม่มีใครนั่งจดใส่สมุดแล้วครับ ใช้โปรแกรมจัดการบรรณานุกรมอย่าง Zotero, EndNote หรือ Mendeley ช่วยเถอะครับ มันจะช่วยชีวิตคุณได้มากเวลาต้องทำอ้างอิงและบรรณานุกรมท้ายเล่ม
Step 2: เทคนิคการอ่านแบบ “นักล่า” (Smart Reading)
เมื่อได้หนังสือหรือบทความมาแล้ว อย่าอ่านแบบนิยายตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายนะครับ เราไม่มีเวลาขนาดนั้น นักวิจัยมือโปรเข้าอ่านแบบมีเป้าหมาย:
- อ่าน Abstract (บทคัดย่อ) ก่อน: เพื่อดูว่างานนี้เกี่ยวกับเราไหม ถ้าไม่เกี่ยว… ข้าม!
- อ่าน Introduction และ Conclusion: เพื่อจับประเด็นสำคัญว่าเข้าทำอะไรและเจออะไร
- สแกนหาคีย์เวิร์ด: กวาดตาดูว่าเขามีพูดถึงตัวแปรที่เราสนใจไหม
- จดประเด็น ไม่ใช่จดย่อ: อย่าลอกข้อความเขามาทั้งดุ้น ให้สรุปเป็นภาษาตัวเองว่า “งานวิจัยของนาย ก. (ปี 2023) ค้นพบว่า… ซึ่งสนับสนุน/ขัดแย้งกับทฤษฎีของ…” การจดแบบนี้จะช่วยให้คุณนำไปเขียนต่อได้ง่ายมากในขั้นตอน การเขียนงานวิจัยบทที่ 2
Step 3: ลงมือเขียน การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 อย่างไรให้ “ปัง”
มาถึงขั้นตอนสำคัญที่สุด คือการนำข้อมูลที่อ่านมาเรียบเรียงเป็นงานเขียน ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดคือ “การตัดแปะ” (Copy & Paste Syndrome) คือเอาย่อหน้าของคนนั้นมาวางต่อคนนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดมหันต์!
การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 ที่ดี ต้องเป็นการ “สังเคราะห์” (Synthesis) ครับ ไม่ใช่แค่ “สรุปย่อ” (Summary)
เทคนิคการสังเคราะห์ข้อมูล (The Art of Synthesis)
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นดีเจ หน้าที่ของคุณไม่ใช่แค่เปิดเพลง A จนจบแล้วต่อด้วยเพลง B แต่คือการมิกซ์เพลง A และ B ให้เข้ากันอย่างเนียน ๆ จนเกิดเป็นจังหวะใหม่ที่น่าสนใจ
ใน การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 ก็เช่นกัน แทนที่จะเขียนว่า:
นายสมชาย กล่าวว่า…. (ย่อหน้า 1) นางสมหญิง กล่าวว่า…. (ย่อหน้า 2)
ให้ลองเปลี่ยนเป็น:
“ในประเด็นเรื่องความพึงพอใจในการทำงาน มีนักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นที่สอดคล้องกัน เช่น นายสมชาย (2565) และ นางสมหญิง (2566) ต่างเห็นว่าปัจจัยด้านเงินเดือนมีผลอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ (2567) กลับมีมุมมองที่ต่างออกไปว่า…”
เห็นไหมครับ? แบบหลังดูเป็นมืออาชีพกว่ามาก มันแสดงให้เห็นว่าคุณอ่านมาเยอะและสามารถ “จับประเด็นมาชนกัน” ได้ นี่แหละคือหัวใจของ การเขียนงานวิจัยบทที่ 2
โครงสร้างมาตรฐานของ การเขียนงานวิจัยบทที่ 2
เพื่อให้ไม่หลุดประเด็น ลองวางโครงสร้างบทที่ 2 ของคุณตามนี้ดูครับ (ปรับแก้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละสถาบัน):
- บทนำ (Introduction ของบทที่ 2): เกริ่นสั้น ๆ ว่าในบทนี้เราจะทบทวนเรื่องอะไรบ้าง แปะแผนที่ให้คนอ่านหน่อย
- แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (Theories): ไล่เรียงจากทฤษฎีหลัก (Grand Theory) ลงมาสู่ทฤษฎีย่อยที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรของคุณ
- เคล็ดลับ: อย่าแค่แปะทฤษฎี แต่ต้องสรุปท้ายหัวข้อด้วยว่า “ทฤษฎีนี้เอามาใช้ในงานวิจัยของเราอย่างไร”
- งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Related Studies):
- งานวิจัยในประเทศ: ใครเคยทำเรื่องคล้าย ๆ เราในไทยบ้าง
- งานวิจัยต่างประเทศ: แล้วเมืองนอกเขามีมุมมองยังไง
- เคล็ดลับ: เลือกงานที่ทันสมัย (ย้อนหลังไม่เกิน 5-10 ปี) และงานที่ตรงกับตัวแปรของเราจริง ๆ ไม่ต้องเอามาเยอะแต่ไม่เกี่ยว
- กรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Framework): นี่คือไฮไลต์สำคัญ! เป็นการนำทฤษฎีและงานวิจัยทั้งหมดที่ทบทวนมา สรุปเป็นแผนภาพหรือโมเดล เพื่อบอกว่า “ตัวแปรต้นส่งผลต่อตัวแปรตามอย่างไร” ถ้าคุณเขียนบทที่ 2 มาดี กรอบแนวคิดของคุณจะแข็งแรงและมีที่มาที่ไปชัดเจน
เช็กลิสต์สุดท้าย: ทำยังไงไม่ให้หลุดประเด็น?
ก่อนจะปิดจอบ การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ครับ:
- [ ] ทุกย่อหน้าที่เขียน เกี่ยวข้องกับ “วัตถุประสงค์การวิจัย” ในบทที่ 1 หรือไม่? (ถ้าไม่… ตัดออก!)
- [ ] มีการ “สังเคราะห์” ข้อมูลแล้วหรือยัง? หรือเป็นแค่การเอามาวางต่อกัน?
- [ ] มีการแสดงความคิดเห็นของผู้วิจัยแทรกเข้าไปบ้างไหม? (เช่น การสรุปเชื่อมโยง หรือการวิจารณ์ช่องว่างของงานเก่า)
- [ ] อ้างอิงถูกต้องตามรูปแบบที่มหาวิทยาลัยกำหนดหรือไม่? (เรื่องเล็กที่ทำคนตกม้าตายมาเยอะแล้ว)
- [ ] ภาษาที่ใช้เป็นภาษาเขียนเชิงวิชาการ (Academic Writing) ที่อ่านรู้เรื่อง ไม่ใช่ภาษาพูด หรือภาษาที่แปลจาก Google Translate มาแบบดื้อ ๆ
บทสรุป
การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและใช้เวลามากที่สุดในกระบวนการทำวิจัย มันเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งสปรินต์ อย่าคาดหวังว่าจะทำเสร็จในคืนเดียว
ให้เวลากับมัน ค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ จด และค่อย ๆ เรียบเรียง ถ้าคุณรู้สึกว่าเริ่มหลงทาง ให้หยุด แล้วกลับไปดู “วัตถุประสงค์การวิจัย” ของคุณอีกครั้ง มันคือแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่จะดึงคุณกลับมา
เมื่อคุณผ่านด่าน การเขียนงานวิจัยบทที่ 2 นี้ไปได้ เชื่อเถอะครับว่าบทที่ 3, 4 และ 5 จะง่ายขึ้นเยอะ เพราะคุณมีฐานความรู้ที่แน่นปึ้กแล้ว มั่นใจว่าจะเขียนวิจัยครบ 5 บทแน่นอน สู้ ๆ นะครับนักวิจัยทุกคน!
อย่าปล่อยให้ความซับซ้อนและเดธไลน์มาขวางความสำเร็จของคุณ!
ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมดูแลงานวิจัยคุณทุกความซับซ้อนและเร่งด่วน
ติดต่อจ้างทำวิจัย

