เจาะลึก การเขียนระเบียบวิธีวิจัย (บทที่ 3) เขียนอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ? “บทที่ 1 คือหน้าตา บทที่ 2 คือสมอง แต่บทที่ 3 คือกระดูกสันหลัง”

ถ้าเปรียบการทำวิจัยเหมือนการทำอาหารจานเด็ดสักจาน บทที่ 1 บอกว่าเราจะทำเมนูอะไรและทำไมถึงน่ากิน บทที่ 2 บอกว่าเชฟคนอื่นเขาเคยทำสูตรไหนมาบ้าง ส่วน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย” (Research Methodology) นั้น มันคือ “สูตรลับและวิธีทำ” อย่างละเอียดนั่นเองครับ

หลายคนตกม้าตายตรงบทนี้ เพราะเขียนไม่ละเอียด ข้ามขั้นตอน หรือเลือกใช้วิธีผิดฝาผิดตัว ผลก็คือทำวิจัยออกมาแล้ว “เชื่อถือไม่ได้” (Unreliable) และโดนกรรมการตีกลับจนพรุน

บทความนี้จะพาคุณไปชำแหละ การเขียนระเบียบวิธีวิจัย แบบเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกกลุ่มตัวอย่างไปจนถึงการเลือกสถิติ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องปีนกระไดอ่าน เพื่อให้งานวิจัยของคุณเป๊ะปัง ถูกต้องตามหลักวิชาการ และผ่านฉลุยครับ!


ทำความเข้าใจก่อนเริ่ม: การเขียนระเบียบวิธีวิจัย คืออะไร?

อธิบายง่าย ๆ การเขียนระเบียบวิธีวิจัย คือการตอบคำถามว่า “คุณจะหาคำตอบของงานวิจัยนี้ ด้วยวิธีไหน?”

หัวใจสำคัญของบทนี้คือ “ความสามารถในการทำซ้ำ” (Reproducibility) ครับ หมายความว่า ถ้ามีคนอื่นมาอ่านบทที่ 3 ของคุณ แล้วเขาอยากลองทำวิจัยเรื่องเดียวกัน เขาจะต้องสามารถทำตามขั้นตอนของคุณได้เป๊ะ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ เหมือนอ่านคู่มือประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA นั่นแหละครับ

ดังนั้น ในกระบวนการ การเขียนระเบียบวิธีวิจัย ความชัดเจน (Clarity) และความสมเหตุสมผล (Justification) คือสิ่งสำคัญที่สุด คุณต้องบอกได้ว่าทำไมถึงเลือกคนกลุ่มนี้? ทำไมถึงใช้แบบสอบถาม? ทำไมถึงใช้สถิติตัวนี้? ถ้าตอบได้หมด ก็ผ่านฉลุยครับ


5 เสาหลักของ การเขียนระเบียบวิธีวิจัย ที่ขาดไม่ได้

ไม่ว่าคุณจะทำวิจัยสายสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือธุรกิจ โครงสร้างของบทที่ 3 จะหนีไม่พ้น 5 หัวข้อหลักนี้ครับ เรามาเจาะลึกกันทีละตัวเลย

1. รูปแบบการวิจัย (Research Design)

เปิดหัวบทมา ต้องบอกก่อนว่า “สไตล์” ของงานเราเป็นแบบไหน

  • วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research): เน้นตัวเลข เน้นคนเยอะ ๆ ใช้แบบสอบถาม
  • วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research): เน้นความลึกซึ้ง สัมภาษณ์เจาะลึก หรือการสังเกต
  • วิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods): เอาทั้งสองอย่างมารวมกัน

การระบุรูปแบบการวิจัยให้ชัดเจนใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย จะช่วยกำหนดทิศทางของหัวข้อต่อ ๆ ไปได้ถูกต้องครับ

2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (Population and Sample)

นี่คือจุดที่นักศึกษามักจะสับสนและเขียนผิดบ่อยที่สุดใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย ครับ

  • ประชากร (Population): คือกลุ่มเป้าหมาย “ทั้งหมด” ที่เราสนใจ เช่น “นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ” (ซึ่งในความเป็นจริง เราไปเก็บข้อมูลทุกคนไม่ไหวหรอกครับ)
  • กลุ่มตัวอย่าง (Sample): คือ “ตัวแทน” ที่เราเลือกมาศึกษา เช่น “นักศึกษามหาวิทยาลัย A จำนวน 400 คน”

จุดตายที่ต้องระวัง: คุณต้องระบุที่มาของตัวเลขกลุ่มตัวอย่างให้ได้ว่า “ทำไมต้อง 400 คน?”

  • ใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane)?
  • ใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan)?
  • ใช้โปรแกรม G*Power คำนวณ?

และต้องบอก “วิธีการได้มา” (Sampling Method) ด้วยว่าเลือกมายังไง จะจับฉลาก (Simple Random) หรือเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การเขียนส่วนนี้ให้ละเอียดจะทำให้ การเขียนระเบียบวิธีวิจัย ของคุณดูน่าเชื่อถือมากครับ

3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (Research Instruments)

อาวุธคู่กายของคุณคืออะไร? ใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย ส่วนนี้ต้องแจกแจงรายละเอียดของเครื่องมือครับ

  • ถ้าใช้แบบสอบถาม: ต้องบอกว่ามีกี่ตอน? แต่ละตอนถามเรื่องอะไร? เป็นคำถามปลายปิดหรือปลายเปิด? มาตรวัดเป็นแบบไหน (เช่น 5 ระดับ มากที่สุด-น้อยที่สุด)?
  • ถ้าใช้แบบสัมภาษณ์: มีไกด์คำถาม (Interview Guide) อะไรบ้าง?

ไฮไลต์สำคัญ: การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (Validity & Reliability) งานวิจัยจะน่าเชื่อถือหรือไม่ อยู่ที่ตรงนี้ครับ คุณต้องเขียนให้ชัดว่า:

  1. ความตรง (Validity): คุณเอาเครื่องมือไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3-5 ท่านตรวจดูหรือเปล่า? (ที่เรียกว่าการหาค่า IOC) ว่าคำถามมันตรงประเด็นไหม
  2. ความเที่ยง (Reliability): คุณได้เอาไปทดลองใช้ (Try-out) กับคนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจริงหรือเปล่า? (เช่น ไปลองกับเพื่อนต่างคณะ 30 คน) แล้วเอาค่ามาคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น (เช่น Cronbach’s Alpha) ได้เท่าไหร่? (มาตรฐานควรเกิน 0.7)

ถ้าใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย ของคุณขาดขั้นตอนนี้ งานของคุณอาจถูกมองว่า “มโนเครื่องมือขึ้นมาเอง” ได้เลยนะครับ

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection)

เขียนเป็น Step-by-Step เหมือนคู่มือ How-to ครับ เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการทำงานจริง

  • ขั้นที่ 1: ขอหนังสือขอความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัย
  • ขั้นที่ 2: ติดต่อประสานงานสถานที่
  • ขั้นที่ 3: แจกแบบสอบถาม (Online หรือ Paper) ช่วงวันที่เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่
  • ขั้นที่ 4: รวบรวมและตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล

การเขียนขั้นตอนที่ชัดเจนใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย จะแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและการวางแผนที่ดีของผู้วิจัยครับ

5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ (Data Analysis)

มาถึงพาร์ทคำนวณที่หลายคนส่ายหน้า แต่ใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย เราแค่บอกว่า “จะใช้อะไร” ยังไม่ต้องคำนวณจริงครับ

ต้องเลือกสถิติให้แมตช์กับวัตถุประสงค์:

  • สถิติพื้นฐาน (Descriptive Statistics): ใช้อธิบายข้อมูลทั่วไป เช่น ค่าร้อยละ (Percentage), ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
  • สถิติทดสอบสมมติฐาน (Inferential Statistics): ใช้เมื่อต้องการเปรียบเทียบหรือหาความสัมพันธ์
    • เปรียบเทียบ 2 กลุ่ม (ชาย vs หญิง) -> ใช้ t-test
    • เปรียบเทียบ 3 กลุ่มขึ้นไป (ปี 1, ปี 2, ปี 3) -> ใช้ F-test (ANOVA)
    • หาความสัมพันธ์ (เกรดเฉลี่ย vs รายได้) -> ใช้ Correlation หรือ Regression

Tip: ห้ามเขียนสถิติมาแปะไว้เฉย ๆ แต่ต้องเขียนกำกับด้วยว่า สถิติตัวนี้ใช้ตอบวัตถุประสงค์ข้อไหน นี่คือเทคนิคการเขียนให้ดูเป็นมืออาชีพครับ


เทคนิคเขียนให้ “โปร” และ “เป๊ะ” ตามหลักวิชาการ

เมื่อรู้โครงสร้างแล้ว มาดูเคล็ดลับที่จะทำให้ การเขียนระเบียบวิธีวิจัย ของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นครับ

1. ใช้ Tense ให้ถูก (ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ) หรือบริบทเวลาให้ถูก

  • ถ้าเขียน เค้าโครงวิจัย (Proposal): ใช้รูปประโยคแบบ “อนาคต” (จะทำการ…, จะสุ่มตัวอย่าง…)
  • ถ้าเขียน เล่มจบ (Final Report): ใช้รูปประโยคแบบ “อดีต” หรือการเล่าเรื่องสิ่งที่ทำไปแล้ว (ได้ทำการ…, ได้สุ่มตัวอย่าง…) เรื่องเล็กน้อยนี้สำคัญมากใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย เพราะมันบอกสถานะของงานวิจัยคุณครับ

2. อย่าลอก Template คนอื่นมาทั้งดุ้น

หลายคนไปก๊อปปี้บทที่ 3 ของรุ่นพี่มา แล้วเปลี่ยนแค่ตัวเลข วิธีนี้อันตรายมากครับ เพราะบริบทงานวิจัยไม่เหมือนกัน

  • ตัวอย่าง: รุ่นพี่ใช้การสุ่มแบบ Stratified (แบ่งชั้นภูมิ) เพราะประชากรเขามีหลายคณะ แต่ของคุณศึกษาคณะเดียว คุณอาจจะใช้แค่ Simple Random ก็พอ คุณต้อง “ปรับ” ให้เข้ากับงานของคุณเสมอครับ

3. อ้างอิงทฤษฎีเสมอ

ใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย อย่าลืมใส่ Reference ครับ เช่น สูตรคำนวณกลุ่มตัวอย่างของใคร? แนวคิดการสร้างเครื่องมือมาจากตำราเล่มไหน? การมีอ้างอิงจะทำให้บทที่ 3 ของคุณมีเกราะป้องกันทางวิชาการที่แข็งแกร่ง ใครก็มาโต้แย้งยากครับ


ข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง (Common Pitfalls)

จากประสบการณ์ตรวจเล่มวิจัย นี่คือจุดที่ต้องแก้บ่อยที่สุดใน การเขียนระเบียบวิธีวิจัย:

  1. สถิติไม่ตรงกับสมมติฐาน: ตั้งสมมติฐานว่า “สัมพันธ์กัน” แต่เลือกใช้ t-test (ซึ่งใช้วัดความแตกต่าง) แบบนี้ตกม้าตายครับ
  2. เครื่องมือไม่มีคุณภาพ: ไม่ได้เขียนเรื่องการหาค่า IOC หรือค่าความเที่ยงเลย กรรมการจะถามทันทีว่า “รู้ได้ไงว่าแบบสอบถามนี้ดี?”
  3. กลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป: คำนวณสูตรผิด หรือเลือกกลุ่มตัวอย่างมาน้อยจนไม่สามารถเป็นตัวแทนที่ดีได้ (Statistical Power ไม่พอ)

บทสรุป: บทที่ 3 คือแผนที่นำทางสู่ความสำเร็จ

สรุปแล้ว การเขียนระเบียบวิธีวิจัย ไม่ใช่เรื่องของการเขียนอะไรยาว ๆ ให้ดูยาก แต่คือการเขียน “แผนการทำงาน” ให้ชัดเจน รัดกุม และทำตามได้จริง

ถ้าคุณเขียนบทที่ 3 ได้ดี การไปต่อในบทที่ 4 (วิเคราะห์ผล) จะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะคุณรู้แล้วว่าจะเอาข้อมูลมาทำอะไร ใช้สูตรไหน และแปลผลยังไง

อย่ามองข้ามความสำคัญของบทนี้นะครับ ให้เวลากับมัน วางแผนให้ละเอียด แล้วงานวิจัยของคุณจะออกมา “เป๊ะ” และ “ปัง” ถูกใจทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาและกรรมการสอบแน่นอน เริ่มลงมือเขียน ระเบียบวิธีวิจัย ของคุณตั้งแต่วันนี้ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องกันครับ!

อย่าปล่อยให้ความซับซ้อนและเดธไลน์มาขวางความสำเร็จของคุณ!

ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมดูแลงานวิจัยคุณทุกความซับซ้อนและเร่งด่วน

ติดต่อจ้างทำวิจัย
Scroll to Top