อย่ามองข้าม! การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย ให้มีประโยชน์และนำไปใช้ต่อได้

คุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้ไหมครับ? ทำวิจัยมาเลือดตาแทบกระเด็น ฝ่าฟันมาตั้งแต่บทที่ 1 ยันบทที่ 4 เก็บข้อมูลจนหน้ามืด วิเคราะห์เลขจนตาลาย แต่พอมาถึงโค้งสุดท้ายอย่าง “บทที่ 5” โดยเฉพาะส่วนของ การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย พลังชีวิตกลับหมดหลอดเสียดื้อ ๆ

หลายคนเลือกที่จะ “เขียน ๆ ไปให้มันจบ” หรือเขียนแบบกว้าง ๆ โหล ๆ เช่น “ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม” หรือ “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณา” … หยุดก่อนครับ! ถ้าคุณกำลังคิดจะเขียนแบบนั้น ผมขอบอกเลยว่าคุณกำลังทิ้ง “มรดก” ชิ้นสำคัญที่สุดของงานวิจัยไปอย่างน่าเสียดาย

ความจริงแล้ว การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย คือส่วนที่จะบอกว่างานของคุณ “มีราคา” แค่ไหน มันคือส่วนที่เปลี่ยน “กระดาษเปื้อนหมึก” ให้กลายเป็น “คู่มือการแก้ปัญหา” ที่คนอื่นนำไปใช้ได้จริง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการปั้นข้อเสนอแนะให้ปัง ให้คม และที่สำคัญคือ “ใช้ได้จริง” ไม่ใช่แค่เขียนให้ครบตามฟอร์มครับ


ทำไม การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย ถึงเป็นเรื่องใหญ่?

ลองจินตนาการว่าคุณไปหาหมอ หมอตรวจอย่างละเอียด (เหมือนที่คุณทำวิจัยมา 4 บท) แล้ววินิจฉัยโรคได้ถูกต้องเป๊ะ (เหมือนผลการวิจัยในบทที่ 4) แต่ตอนจบ หมอกลับบอกแค่ว่า “คุณควรดูแลสุขภาพนะ” แล้วก็เดินหนีไป… คุณคงรู้สึกเฟลใช่ไหมครับ?

งานวิจัยก็เหมือนกันครับ ผลการวิจัยคือการ “วินิจฉัย” ส่วน การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย คือการ “จ่ายยา”

ถ้าคุณจ่ายยาไม่ถูกโรค หรือจ่ายยาแบบกว้าง ๆ คนไข้ก็ไม่หาย ปัญหาที่อุตส่าห์ศึกษามาก็ไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้น บทบาทของข้อเสนอแนะจึงมี 2 ข้อใหญ่ ๆ คือ:

  1. เปลี่ยนความรู้ให้เป็นการกระทำ (Actionable): บอกให้รู้ว่า เจอแบบนี้แล้วต้องทำยังไงต่อ
  2. ส่งไม้ต่อให้นักวิจัยรุ่นหลัง (Academic Contribution): บอกว่าทางข้างหน้ายังมีอะไรให้ค้นหาอีกบ้าง

ประเภทของข้อเสนอแนะ: แยกให้ชัดก่อนเขียน

เพื่อให้ การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย ของคุณเป็นระบบ เราต้องแบ่งมันออกเป็น 2 ประเภทหลักเสมอ ห้ามเอามายำรวมกันนะครับ

  1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ (Recommendations for Implementation): อันนี้คือการเขียนถึง “คนใช้งาน” (User) เช่น ผู้บริหาร องค์กร ครู หรือภาครัฐ ว่าเขาควรเอาผลงานเราไปทำอะไร
  2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป (Recommendations for Future Research): อันนี้เขียนถึง “นักวิจัยรุ่นน้อง” ว่าถ้าจะทำเรื่องนี้ต่อ มีมุมไหนที่น่าสนใจอีกบ้าง

เรามาเจาะลึกเทคนิคการเขียนทีละส่วนกันครับ


เจาะลึก Part 1: เทคนิค การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย (เพื่อการนำไปใช้)

ส่วนนี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยของคุณ “กินได้” หรือนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เคล็ดลับมีดังนี้ครับ

1. ต้อง “Born from Findings” (เกิดจากผลการวิจัยเท่านั้น)

กฎเหล็กข้อแรกของ การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย คือ “ห้ามมโน” สิ่งที่คุณแนะนำต้องมาจากผลที่คุณเจอในบทที่ 4 เท่านั้น ห้ามเอาความรู้สึกส่วนตัว หรือเอาทฤษฎีที่ไม่ได้ศึกษามาเขียน

  • ผิด: ผลวิจัยพบว่าพนักงานลาออกเพราะเงินเดือนน้อย แต่คุณไปเสนอแนะว่า “ควรจัดกิจกรรมสังสรรค์ปีใหม่” (อันนี้ไม่เกี่ยวกันเลย)
  • ถูก: ผลวิจัยพบว่าพนักงานลาออกเพราะเงินเดือนน้อย -> ข้อเสนอแนะคือ “องค์กรควรปรับโครงสร้างฐานเงินเดือน หรือเพิ่มสวัสดิการด้านตัวเงินที่จูงใจ”

2. ระบุ “เจ้าภาพ” ให้ชัด (Who?)

อย่าเขียนลอย ๆ ว่า “ควรมีการ…” แต่ต้องบอกว่า “ใคร” ควรทำ

  • ผู้บริหารฝ่ายบุคคลควร…
  • ครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษควร…
  • กระทรวงสาธารณสุขควร… การระบุคนทำ จะทำให้ การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย มีน้ำหนัก และคนอ่านจะรู้ตัวทันทีว่าเป็นหน้าที่ของเขา

3. ต้องเป็นรูปธรรมและทำได้จริง (How?)

คำแนะนำประเภท “ควรปรับปรุงให้ดีขึ้น” หรือ “ควรให้ความสำคัญ” เป็นคำต้องห้ามครับ เพราะมันเป็นนามธรรมเกินไป คุณต้องเขียนให้เป็น Action Plan ว่าต้องทำอย่างไร (How-to)

  • แบบกว้าง (ไม่แนะนำ): “ผู้บริหารควรใส่ใจพนักงานให้มากขึ้น”
  • แบบเจาะจง (แนะนำ): “ผู้บริหารควรจัดประชุม Town Hall อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานได้ซักถามและเสนอความคิดเห็นโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่าพนักงานขาดช่องทางการสื่อสาร”

4. เขียนแบบ “ถ้า…แล้ว…” (Cause & Effect)

เพื่อให้ การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย ดูน่าเชื่อถือ คุณควรบอกผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย เช่น “หน่วยงานควรลดขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดระยะเวลาการทำงานและเพิ่มความพึงพอใจของบุคลากร ตามผลการวิจัยที่พบว่าความล่าช้าเกิดจากขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน”


เจาะลึก Part 2: เทคนิค การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย (สำหรับการวิจัยครั้งต่อไป)

อย่าเขียนส่วนนี้แค่เป็นพิธีครับ เพราะนี่คือการแสดงความถ่อมตัวทางวิชาการและการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ

1. อุดรูรั่วของงานเรา

ไม่มีงานวิจัยไหนสมบูรณ์แบบ 100% ครับ ในระหว่างทำวิจัย คุณอาจจะเจอปัญหา เช่น “กลุ่มตัวอย่างน้อยไป” หรือ “เวลาเก็บข้อมูลสั้นไป” ให้เอาสิ่งเหล่านี้มาเขียนใน การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย ครั้งต่อไป เช่น “งานวิจัยนี้ศึกษาเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ การวิจัยครั้งต่อไปควรขยายผลไปสู่หัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคอื่น เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง…”

2. เล่นกับตัวแปรใหม่ ๆ

แนะนำให้คนรุ่นหลังลองศึกษาตัวแปรที่คุณ “ตัดทิ้ง” หรือ “ยังไม่ได้ศึกษา” เช่น “การวิจัยครั้งนี้ศึกษาปัจจัยด้านราคาและโปรโมชั่น ในการวิจัยครั้งต่อไปควรศึกษาปัจจัยด้าน ‘อิทธิพลของ Influencer’ เพิ่มเติม เนื่องจากเป็นปัจจัยที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อในยุคปัจจุบัน”

3. เปลี่ยนระเบียบวิธีวิจัย

ถ้าคุณทำวิจัยเชิงปริมาณ (ตัวเลข) ลองแนะนำให้ทำเชิงคุณภาพ (สัมภาษณ์) ดูบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งขึ้น หรือแนะนำให้ทำแบบทดลอง (Experimental) เพื่อพิสูจน์ผลให้ชัดเจน


ตัวอย่างเปรียบเทียบ: Before & After

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุดของ การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย เรามาดูตัวอย่างการแปลงร่างข้อเสนอแนะจากแบบ “ดาดๆ” ให้เป็นแบบ “มือโปร” กันครับ

สถานการณ์: งานวิจัยเรื่อง “ความพึงพอใจของลูกค้าต่อแอปพลิเคชันสั่งอาหาร A” ผลพบว่า ลูกค้าไม่พอใจเรื่องไรเดอร์ส่งอาหารช้า และหาหมุดแผนที่ยาก

❌ แบบที่ใช้ไม่ได้ (กว้างเกินไป):

“บริษัทควรปรับปรุงคุณภาพการบริการให้ดีขึ้น และควรพัฒนาแอปพลิเคชันให้ทันสมัย เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด”

(วิเคราะห์: ใครทำ? ทำยังไง? ดีขึ้นแค่ไหน? อ่านแล้วไม่รู้จะเริ่มตรงไหน)

✅ แบบที่ควรจะเป็น (ชัดเจน นำไปใช้ได้):

“1. ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีของแอปพลิเคชัน A ควรปรับปรุงระบบ GPS ให้มีความแม่นยำสูงขึ้น หรือเพิ่มฟีเจอร์ให้ลูกค้าสามารถปักหมุดและแนบรูปถ่ายจุดสังเกตได้ เพื่อแก้ปัญหาไรเดอร์หาตำแหน่งไม่เจอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความล่าช้าตามผลการวิจัย” “2. ฝ่ายบริหารจัดการพาร์ทเนอร์ ควรจัดอบรมไรเดอร์เรื่องเส้นทาง หรือมีระบบ Incentive สำหรับไรเดอร์ที่จัดส่งตรงเวลา เพื่อกระตุ้นประสิทธิภาพในการจัดส่ง”

เห็นไหมครับว่าความแตกต่างมันชัดเจนมาก แบบที่ 2 คือสิ่งที่ผู้บริหารอ่านแล้วสั่งงานต่อได้เลย นี่คือเป้าหมายของ การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย ที่ดี


ข้อควรระวัง (Do & Don’t)

  • Don’t: อย่าเสนอแนะอะไรที่ “ใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้ว” หรือเป็นเรื่องกำปั้นทุบดิน (Common Sense)
  • Don’t: อย่าเขียนข้อเสนอแนะที่ขัดแย้งกับผลวิจัย เช่น ผลบอกว่าคนชอบสีฟ้า แต่คุณไปแนะนำให้ทำสินค้าสีแดง
  • Don’t: อย่าใช้คำสั่ง เช่น “ต้องทำ” “จงทำ” ให้ใช้คำว่า “ควร” “น่าจะ” หรือ “อาจจะ” (เป็นภาษาวิชาการที่สุภาพกว่า)
  • Do: เรียงลำดับความสำคัญ เอาเรื่องที่ทำง่ายและเห็นผลเร็ว (Quick Win) ขึ้นก่อน
  • Do: อ้างอิงกลับไปที่ผลการวิจัยเสมอ เช่น “จากผลการวิจัยในข้อที่ 3 ที่พบว่า… ผู้วิจัยจึงขอเสนอแนะว่า…”

บทสรุปส่งท้าย

การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย ไม่ใช่แค่ส่วนแถมท้ายเล่ม แต่คือ “บทสรุปของผู้บริหาร” (Executive Summary) ในภาคปฏิบัติ

ถ้าคุณเขียนบทนี้ได้ดี งานวิจัยบทที่ 1-5 ของคุณจะไม่ถูกทิ้งไว้บนหิ้งให้ฝุ่นเกาะ แต่จะถูกหยิบไปใช้ ถูกนำไปอ้างอิง และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมหรือองค์กรได้จริง ๆ

ดังนั้น ในการทำวิจัยครั้งต่อไป ขอให้คุณเผื่อแรงและเวลาไว้สำหรับ การเขียนข้อเสนอแนะในงานวิจัย ด้วยนะครับ ใส่ความใส่ใจลงไป เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นแนวทางปฏิบัติ แล้วคุณจะภูมิใจกับงานวิจัยเล่มนั้นไปตลอดกาล เพราะมันไม่ใช่แค่ “เล่มจบ” แต่เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงครับ!

อย่าปล่อยให้ความซับซ้อนและเดธไลน์มาขวางความสำเร็จของคุณ!

ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมดูแลงานวิจัยคุณทุกความซับซ้อนและเร่งด่วน

ติดต่อจ้างทำวิจัย
Scroll to Top